← กลับไปหน้ารวมบทความ

เช้า ยัน เย็น ที่บางปะอิน

ตอน 1

กรมอุตุ บอกว่า ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม เข้าสู่หน้าหนาวอย่างเป็นทางการ วันนี้ ผมก็ไม่รอช้า ตื่นแต่เช้า ตรงไปยัง บางปะอิน ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านผม แค่ 30 กิโลเมตรเท่านั้น

แทบไม่น่าเชื่อ ว่าครั้งสุดท้าย ที่ผมไปบางปะอิน คือ เมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่แล้ว ตัวตลาด เหมือนจะเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แต่ พระราชวังบางปะอิน เหมือนจะเปลี่ยนไปมาก ผมดูจากรีวิวหลายแห่งก่อนไป ผมก็ยัง งง งง ว่า พระราชวังบางปะอินที่ผมเคยเห็นมา ไม่ใช่อย่างที่เห็นในรูป แต่เมื่อไปพบจริง ๆ ก็เหมือนอย่างในรีวิว หลายอย่างเปลี่ยนไปมาก ถึงมากที่สุด

วันนี้ ที่ผมไปพระราชวังบางปะอิน จะว่าไป ผมก็มีเรื่องที่ตั้งเป้าไว้ในใจอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่ นึกจะไป ก็ไปอย่างงั้นเอง .. อย่างแรก คือ ผมถอยเลนส์ไวด์ 10-18 มา ก็เลยจะลองของสักหน่อย แต่เอาเข้าจริง ๆ ผมก็รู้ว่า มันไม่ใช่ตัวตนผมเลย แล้วผมก็ถอดเก็บ แล้วก็งัดเอาเลนส์ตัวถนัดของผม 18-135 จับ cpl ใส่เข้า เดิน ถ่ายรูปทั้งวัน เพลิดเพลิน เหมือนสั่งได้ดังใจ

อย่างที่สอง เหมือนมีอะไรอยู่ในใจ ที่บอกไม่ถูก ว่าคืออะไร มันเหมือนสะสมมาหลาย ๆ อย่าง ที่เราได้อ่านมา ได้เห็นมา เช่น เรื่อง วิกฤติการณ์วังหน้า วิกฤติการณ์เงี้ยวเมืองแพร่ การสถาปนาเจ้าเมืองน่าน ... ประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ... การไปเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวแนวนี้ เวลาลืมตาดู เราจะไม่ค่อยเห็นอะไร แต่พอเราหลับตาดู ภาพต่าง ๆ กลับเด่นชัด เพื่อน ๆ ว่าอย่างนั้นไหมครับ

อย่างที่สาม ที่สี่ ที่ห้า มีอยู่เหมือนกัน แต่อธิยายไม่ได้

ตามไปดูว่า วันนี้ ผมได้อะไรมากฝากเพื่อน ๆ บ้าง แล้ว เชื่อมโยง คลี่คลาย อย่างไรบ้าง กับเรื่องที่ผม สะสมอยู่ในใจ ตามไปเลยนะครับ

เพราะออกจากบ้านแต่เช้า กาแฟยังไม่ได้ดื่ม ข้าวเช้ายังไม่ได้กิน เริ่มหิว แต่เห็น ท้องฟ้าสวย ตะวันไม่เคยรอใคร ผมเลยถาม รปภ. ที่ลานจอดรถ หน้าพระราชวังบางปะอิน ว่าแถวนี้มีอะไรกินบ้าง

พี่เขาชี้ไปที่เต้นท์ด้านสุดโน้น ผมก็ไม่รอช้า ตรงดิ่งไปเลยครับ มีนักท่องเที่ยวเกือบสิบคน นั่งรอ กระเพราไก่ไข่ดาว ผมเลยถามแม่ค้าหน้าใส ว่าอะไร ที่สั่งแล้วได้เร็วที่สุด .. ก๋วยเตี๋ยวไงจ๊ะ

ผมชะโงกหน้าดู หม้อก๋วยเตี๋ยว ถามว่า น้ำเดือดหรือยัง แม่ค้าหัวเราะ บอกว่า เดือดตั้งแต่ตีสี่แล้ว

แป๊บเดียว ก๋วยเตี๋ยวเป็ด 2 ชาม ก็หายเข้าไปในท้องผม ไม่รอช้า เดินลงไปที่ริมน้ำ ข้าง ๆ เต้นท์อาหารนั่นเองครับ

ผมไม่คุ้นเคยกับ เลนส์ 10-18 พร้อมกับ cpl พยายามมองหามุม เรือลำนี้ ก็เป็นเหยื่อของผมทันที ... เท่าที่ผมเห็น เรือไม้ นับวันก็หายหน้าหายตาไป เรือพลาสติก มาแทนที่ แม้จะพายยากกว่า ก็ตาม

ฟ้ายามเช้า เหนือเกาะบางปะอิน ประภาคารดูโดดเด่น ฟากโน้น คือ แม่น้ำเจ้าพระยา ฟากนี้ คือ คลอง ไม่รู้ว่าคลองชื่ออะไร

เรือหางยาว จ้าวความเร็วทุกคุ้งน้ำ ผมเคยได้นั่งเรือหางยาว 2 ตอน ไปหาพี่สาว ซึ่งเป็นครูอยู่คลอง 15 สมัยนานแล้ว ตื่นเต้นมาก เหมือนจะบินได้เลยครับ

หลายคนอาจจะ สงสัยว่า ทำไม เราจึงเรียกว่า เรือหางยาว ผมก็เลย ถ่ายรูป ส่วนของหาง มาให้ดู .. ยาวประมาณนี้ เพื่อน ๆ ว่ายาวพอ ที่จะเรียกว่า หางยาว ไหมครับ

พี่คนหนึ่ง นั่งจิบน้ำ อยู่คนเดียวตรงบันไดตลิ่ง โดยมี เจ้าสองล้อ จอดอยู่ข้าง ๆ ก็เลยเข้าไปสัมภาษณ์กันสักหน่อย .. พี่เขาอยู่ที่เชียงราก ไกลจากที่นี่เหมือนกัน พี่เขาจะขี่ทุก ๆ วันหยุด เป็นการออกกำลังกาย ขี่มาถึง ก็จะนั่งจิบน้ำ ชมวิวตรงนี้สักพัก เดี๋ยวก็จะขี่กลับ น่าสนใจนะครับ

เดินจากลานจอดรถไปทางประตูทางเข้าพระราชวัง จะผ่าน ร้านที่มีสีสรร หลายร้าน ประมาณนี้ครับ

อีกร้านที่ผมชอบ คงจะเป็นแนว ผ้านุ่ง ไม่แน่ใจว่า ขายเป็นที่ระลึก หรือ ขายเพื่อใส่ ในการเดินชมพระราชวัง (โปรดแต่งกายสุภาพ)

ตุ๊ก ๆ ที่นี่ หล่อกว่าแถว ๆ บ้านผม เป็นเพราะอุปทาน หรือ หล่อจริง ๆ ก็ไม่รู้เหมือนกัน

ใครอยากจะมาเที่ยว พระราชวังบางปะอิน ก็ตามนี้เลยครับ แต่วันที่ผมไป เขาเปิดแค่ครึ่งวัน เพราะช่วงบ่าย พระเทพฯ เสด็จมาถวายกฐิน ที่วัดนิเวศน์ฯ โปรแกรมผม ก็เลยหายไปครึ่งวัน ความละเมียดละไม หายไปครึ่งหนึ่ง

ยังไม่ทันซื้อบัตรเข้าชม ก็เหลือบไปเห็น มุมสวย ไม่เก็บภาพ ไม่ได้แล้ว แต่สิ่งนี้ คืออะไร ไม่รู้เรื่องเลย

เสาไฟฟ้าสวยดี ใต้ร่มไม้สูงใหญ่ ร่มครึ้มดีครับ

ต้นไม้สูงใหญ่ ทันที ที่ย่างเท้าเข้าไปสู่พระราชวัง ให้รู้สึกร่มเย็น แม้แดดจะจัดแต่เช้าก็ตาม บางคน เลือกที่จะนั่งใต้ร่มไม้ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่า เขาคือใคร อาจจะเป็น ไกด์ ที่ลูกทัวร์อยากจะเดินเล่นเอง ก็ได้

จากประตูพระราชวัง มองไปด้านซ้าย ซูมสุดกระบอก ก็ได้หลังคาโบสถ์ วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ ซึ่งมีนั่งร้านเกะกะ ๆ ตามภาพ มาฝากเพื่อน ๆ เดี๋ยวออกจากวัง ค่อยไปเข้าวัด

ผมนึกถึง คนที่คิดจะปลูกบ้านหลังที่สอง น่าจะมีเหตุผลหลาย ๆ อย่าง แต่ที่แน่ ๆ จะต้องมีเงินมากพอ ที่จะรองรับ เหตุผล ที่คิด .. ผมเอง จริง ๆ เรียนวิทยาศาสตร์ แต่ชอบอ่านประวัติศาสตร์ (แบบฉาบฉวย) เลยไปลงวิชาเลือก ชื่อวิชาว่า ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เราตกลงกันว่า เราจะจับช่วง ปี พ.ศ.2411 และมาจบที่ พ.ศ.2500

และพระราชวังบางปะอิน ก็สร้างขึ้น (อีกครั้ง) ในช่วงเวลานั้น .. การไปเดินถ่ายรูปครั้งนี้ เหมือนเป็นการทบทวน ประวัติศาสตร์แบบฉาบฉวยของผม อีกครั้งหนึ่ง

ในภาพ คือ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน ศิลปะแบบคอรินเทียนออร์เดอร์

ร.5 (ขออภัย ที่เขียนย่อ ๆ แบบนี้ เพื่อเป็นการสื่อสารแบบง่าย ๆ และสั้น ๆ) โปรดเกล้าให้สร้าง ในปี 2415 หลังจาก พระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 1 (2411) เป็นเวลา 4 ปี และก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เพียง 1 ปี (2416)

ตุ๊กตาปูนปั้น หนึ่งในตุ๊กตาหลาย ๆ ตัวบนสะพานตุ๊กตา บนถนนนารายณ์ สร้างเลียนแบบสะพานไทเบอร์ ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี่ ตุ๊กตาเหล่านี้ สั่งมาจากยุโรป

เหล่าตุ๊กตา บนราว สะพานตุ๊กตา

หัวสะพาน ที่สะพานตุ๊กตา มองแบบผ่าน ๆ ผมรู้สึกคุ้น ๆ ว่าเคยเห็น ลักษณะงานแบบนี้ ตามราวสะพานในกรุงเทพ ที่สร้างในยุค ร.5

ประตูเทวราชครรไล .. เป็นจุดเชื่อมจากฝ่ายหน้า มายังฝ่ายใน โดยสะพานเสาวรส

จริง ๆ อยากเขียนอะไร เยอะแยะ แต่รู้สึกว่า เขียนยากเขียนเย็นมาก ซึ่งส่วนใหญ่ ดูเป็น คำถามค้างคาใจอยู่ แต่สภาวะสังคมบางครั้งก็ไม่เอื้อ ให้เราเขียน ให้เราคิด ให้เราถาม ได้ แม้จะเป็นเรื่องพื้น ๆ

ความจำของผมอาจไม่ชัดเจน แจ่มแจ้ง แต่เหมือนกับว่า ตอนที่มาที่นี่ สมัยยังเป็นนักเรียน ที่นี่ไม่ได้งดงาม อย่างที่เห็นอยู่ ณ เวลานี้

ผมพยายามนึกถึง หินอ่อนแกะสลัก จะมีความงดงาม กว่างานปูนปั้น เพียงใด เพราะในชีวิตผม ก็เหมือนกับกบตัวหนึ่ง ที่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่มีกะลาครอบอีกที แต่เท่าที่เห็น ก็ดูจะสวยงามดี

นึกในใจว่า งานศิลป กับงานโป๊ มันต่างกันตรงไหน ถ้ายึดตามกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ก็จะบอกว่า ห้ามเผยแพร่ภาพ ที่เห็นหัวนม ซึ่งแน่นอน ภาพนี้ คงจะเผยแพร่ไม่เด็ดขาดเลย

เรื่องเกี่ยวกับ เทพธิดา ของตะวันตก หรือ จะเป็นนางฟ้า ของตะวันออก ผมไม่รู้เรื่อง ทำไม ผมไม่อยากรู้บ้างก็ไม่รู้ .. ผมว่า คนเรา คงไม่จำเป็นต้องรู้ไปทุกเรื่อง แต่ที่แน่ ๆ ช่วงที่ผมถ่ายรูป รูปนี้ อากาศขมุกขมัวยังไงไม่รู้ แล้วที่ถ่ายมุมเงยแบบนี้ เพราะอยากตัดฉากรก ๆ ก็เลยได้แต่เส้นสายของกระโปรงแล้วก็ผ้ากันเปื้อน

พระที่นั่งทิพย์อาสน์ .. อีกสักมุม

ก่อนมาที่นี่ ผมเลาะดูข้อมูลจากโลกไซเบอร์มาบ้าง รู้สึกมีภาพสวย ๆ เยอะไปหมด ก็เลย ลองหามุมอื่น ดูบ้าง ผมเลยเดินตัดออกไปจากถนนหลักที่ร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่ ไปเดินกลางแดด อยู่อีกฟากหนึ่งของสนาม ก็เลยได้ภาพนี้มาฝากครับ

กระถางสีสดใส กับ เฟื่องฟ้าสีสด อีกเช่นกัน ต้นนิดเดียว ดอกเต็มเลย ผิดกับ ที่บ้านผม เป็นเฟื่องฟ้า พันธุ์ดูใบ

เสาไฟฟ้า เหล็กหล่อ สวยดี ผมไม่แน่ใจว่า เป็นของเก่าดั้งเดิม ตั้งแต่สมัย ร.5 หรือเพิ่งมาเพิ่มเติมภายหลัง .. คงจะแบบที่ ดร.อำคา ที่ทุ่งกุลา เคยบอกผม ตอนที่ผมไปเที่ยวกู่กาสิงห์ ว่าหินที่มีสีต่างกันมาก ๆ ที่วางอยู่ในกู่กาสิงห์ ก็เพื่อจะให้รู้ว่า หินก้อนนั้น เป็นหินที่นำมาเสริมใหม่ ไม่ใช่ ของเก่าดั้งเดิม ... แต่ที่นี่ ทุกอย่างกลืนกันไปหมด แต่ก็สวยดี

อีกมุมหนึ่ง ของ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน ไม่ทราบว่า มีใครสงสัยเหมือนผมบ้างหรือเปล่าว่า ยุวกษัตริย์ วัย 19 พรรษา ทำไม ถึงเลือกสถาปัตย์กรรม แบบนี้ ณ เกาะกลางทุ่งนาชุ่มน้ำ อันกว้างใหญ่ไพศาล แทนที่จะเป็น สถาปัตย์กรรมอื่น ๆ

การอธิบายว่า เป็นเรื่องต่อเนื่องจากรัชกาลก่อน ใน การรุกทางสังคม คนอ่านประวัติศาสตร์แบบผิว ๆ อย่างผม ก็นึกอะไรไม่ออกไปกว่านี้

แม้แต่นิยาย เรื่อง ทวิภพ ของทมยันตี ก็ยังมีเวอร์ชั่นตีความใหม่ ที่นำมาสร้างหนัง ที่บางคน บอกว่า ดูไม่รู้เรื่อง

ด้านข้างของ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน ก่อนปี 2411 ร.5 ได้ทรงเป็นผู้ดูแล พระคลังมหาสมบัติ .. พระที่นั่งองค์นี้ สร้างในปี 2416 .. ในขณะที่ วิกฤตการณ์วังหน้า เกิดในช่วงปี 2417-18 ซึ่งวิกฤติการณ์นี้ สาเหตุสำคัญมาจาก การปรับปรุงระบบภาษี มารวมที่ศูนย์กลาง

เหตุการณ์ที่เรียงร้อยกัน ผมไม่แน่ใจว่า เป็นจังหวะก้าวที่ต้องเป็นไป หรือ อยู่ในขั้นตอน ที่ต้องการให้เป็นไป ??

ความงดงาม ของ ประตูเทวราชครรไล

กระถางบัวสวย ๆ

กระโจมแตร .. ชื่อก็บอกชัดเจนเลยครับ เป็นสถานที่ ที่คนแตร จะมาเป่า ณ ที่ตรงนี้

ซุ้มไม้เลื้อย หน้าประตูจากฝ่ายหน้า ที่จะเข้าไปฝ่ายใน ถ้าเป็นหนังฝรั่ง เราก็จะนึกภาพโรแมนติก ได้บ้าง แต่ สำหรับสังคมไทย ในยุค ร.5 ทำยังไง ก็นึกภาพของ แม่พลอย ตอนที่ตามเสด็จ เสด็จมาที่นี่ ไม่ออก จริง ๆ ครับ


เช้า ยัน เย็น ที่บางปะอิน (ตอนถัดไป 2/3) คลิก คลิก

เช้า ยัน เย็น ที่บางปะอิน (ตอนจบ 3/3) คลิก คลิก


รีวิวอื่น ๆ ของ เป้ใบ รองเท้าคู่

ตอน 2

เป็นตอนต่อ จากตอนแรก ที่ผมไปเดินถ่ายรูป เพลิน ๆ ที่ บางปะอิน ครับ

สะพานเสาวรส .. ฉนวน จากพระที่นั่งวโรภาษพิมาน ซึ่งเป็นฝ่ายหน้า ข้ามไปยัง ประตูเทวราชครรไล .. ฝั่งนี้ จะเป็นฝ่ายในเดิน ส่วนฝ่ายหน้า จะเดินอีกฝั่งหนึ่งของผนังไม้ บานเกร็ดนี้

ถ้าเคยดูหนังเรื่อง สุริโยทัย ช่วงอยู่พิษณุโลก ที่จะเป็น ฉากผ้า จากเรือน ไปยังท่าน้ำ .. จะว่าไปแล้ว ช่วงที่ผม ไปทำงานอีสานใหม่ ๆ ผมก็งง ๆ เล็กน้อย ที่บ้านแต่ละหลัง จะมีห้อง ห้องหนึ่ง เป็นห้องสำหรับลูกสาว ห้ามคนนอกเข้า .. สังคมตะวันออก จะเป็นแบบนี้

อีก ด้านหนึ่งของ สะพานเสาวรส .. ฉนวน .. ถ้าเคยอ่านนิยาย เกี่ยวกับ วัง วัง ของไทยแล้ว เราจะได้ยินคำนี้บ่อย .. อย่าง สี่แผ่นดิน ของ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช .. แม่พลอย จะพูดถึงหลายครั้ง

อีกมุมหนึ่งของ สะพานเสาวรส .. ฉนวน .. นึกถึง ช่วงที่ ร.5 ทรงประทับ และเสด็จพระราชดำเนินผ่าน คงจะคึกคักมากทีเดียว ในช่วงเวลานั้น

ฝั่งนี้ ของ ฉนวน .. ที่ฝ่ายหน้า ใช้สัญจร ไม่มีหลังคาคลุม เหมือนอีกด้าน แดดร้อน และตากฝน อีกต่างหาก .. แต่ผมนึกไม่ออก ว่า ฝ่ายหน้า จะเดินไปไหน เพราะไปอีกนิด ก็จะเป็นประตู เทวราชครรไล ซึ่งปัจจุบัน เป็นห้องจัดแสดงรถม้า แต่ก่อนหน้านั้น ผมค้นไม่เจอว่า เอาไว้ทำอะไร

นกที่หัวสะพาน สะพานตุ๊กตา คงจะเป็นเหยี่ยว ผมเดาเอานะครับ

รถม้า พระที่นั่งของ ร.5 ที่แสดงอยู่ใน ประตูเทวราชครรไล โดยมีภาพเก่าแสดงร่วมด้วย ทำให้เราเข้าใจเรื่องราว ในช่วงเวลานั้นได้

นี่ก็เป็น รถม้าพระที่นั่ง ของ ร.5 อีกคันหนึ่ง ที่แสดงอยู่ที่ ประตูเทวราชครรไล

ผมเดินผ่าน ฉนวน ด้านฝ่ายหน้า พอมาถึง ประตูเทวราชครรไล ก็จะเป็นทางตัน ต้องเดินเข้าประตู ซึ่งเป็นที่แสดงรถม้าพระที่นั่ง แล้วก็เดินออกมาอีกด้านหนึ่ง ซึ่งด้านนี้ ในยุคนั้น คือ ฝ่ายใน ... ภาพนี้ เป็น ฉนวน ที่ มองจากฝ่ายใน ออกไป ทางฝ่ายหน้า (พระที่นั่งวโรภาษพิมาน) .. ทั้งคนอ่าน คนเล่า คงจะเริ่ม งง งง แล้วนะครับ

แพทรงบาตร .. ของเดิม ไม่น่าจะตั้งอยู่บนเรือเหล็กแบบนี้นะครับ น่าจะเป็นแพลูกบวบ (ไม้ไผ่ที่นำมามัดรวมกัน) ชานเรือนแพ ก็จะสูงจากผิวน้ำไม่มาก .. ผมดูจากแผ่นพับที่ให้มา ตอนซื้อบัตรเข้าชมพระราชวัง ดูยังไง ก็นึกไม่ออก ว่าพระท่าน พายเรือเข้ามาในวังทางไหน

ผมก็เลยถามเจ้าหน้าที่ ตอนจะกลับ เจ้าหน้าที่ บอกว่า ก็เข้ามาทาง ประตูสังฆสิทธิภัทรการ เจ้าหน้าที่ คงจะเห็นผม ทำหน้าเซ่อซ่า ก็เลยพูดต่อว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ เคยเล่าให้ฟังว่า ที่เราเห็นเป็นสะพานปูน เมื่อก่อนล้วนเป็นสะพานไม้ ผมก็เลยถึงบางอ้อ เพราะ ถ้าเป็นสะพานแบบปัจจุบัน พระท่านจะพายเรือรอดสะพาน มาได้อย่างไร

การมาเห็น .. แพทรงบาตร .. ทำให้ภาพของ เรือนแพ พระนิติธรรมลือชา ที่มาอยู่ตรงข้ามเรือนคุณน้ำทิพย์ ใน นิยาย เรื่องลูกทาส (รพีพร) แจ่มชัดขึ้น ในหัวของผม .. จะว่าไปแล้ว ชีวิตในเรือนแพ ก็ยังมีอยู่เรื่อยมา อย่าง ท่านปรีดี พนมยงค์ บ้านท่าน ก็เป็นเรือนแพ

อีกมุมหนึ่ง ของ พระที่นั่ง วโรภาษพิมาน มองมาจาก แพทรงบาตร ซึ่งนอกจาก จะใช้ในการทรงบาตรแล้ว ยังใช้เป็นที่ทรงงาน แบบลำลอง

ผมใช้คำไม่ถูกต้องแน่ ๆ แต่ในหัวผม นึกถึงภาพ ที่ตามร้านอาหารมักจะติดเอาไว้ คือ ภาพของ ร.5 กำลังอยู่หน้ากะทะ บนเรือ ระหว่างที่เสด็จประพาสยุโรป (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ) ซึ่งเป็นอิริยาบถสบาย ๆ และถ้ามองจากโต๊ะทรงงาน บนแพ ก็จะเห็นภาพเบื้องหน้า แบบนี้เลยครับ

ภายใน เรือนแพทรงบาตร มีความงดงามยิ่งนัก

ร.5 คงจะมาทรงบาตร ทางด้านนี้ ระเบียงที่ลดระดับลงไปอีกสเตปหนึ่ง ช่วงนั้น คงจะอยู่ปริ่ม ๆ น้ำ แต่เดี๋ยวนี้ เอาเรือเหล็กมารองเรือนแพไว้ ระเบียงจึงสูงจากน้ำขึ้นมามาก บางคนไม่เข้าใจ อาจจะ งง ว่า แล้วท่านจะทรงบาตรได้อย่างไร ถ้าระเบียงอยู่สูงขนาดนี้ .. หรือความเข้าใจของผม ไม่ถูกต้อง

ไม่แน่ใจว่า เฟอร์นิเจอร์ที่ตั้งจำลองเหตุการณ์ เป็นไปตามนี้ หรือไม่ เพราะดูโล่ง ๆ แล้วก็เหมือนแดดจะส่องเข้ามา เกินกว่า ที่จะนั่งทำงานได้จริง ๆ

จาก แพทรงบาตร มองตรงไปที่ ฉนวน .. ถ้าเป็นในยุคนั้น คนที่จะมาสัญจรได้ คงจะเป็นฝ่ายใน เท่านั้น .. และน้อยคนนัก ที่จะเดินได้แบบนี้

ผมเองยังจำได้ดี ช่วงเรียนมัยธมปลาย แล้วต้องไปติดต่องาน ที่โรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม ผมต้องคลานเข่า จากหน้าห้อง เพื่อเข้าไปพบผู้อำนวยการ ซึ่งปกติ นักเรียนชาย ไม่เคยคลานเข่าเลย แต่ที่นั่น เห็นเพื่อนนักเรียนหญิงเขาทำ ก็เลยต้องทำตามเขา

เก๋งบุปผาประพาส เป็นเก๋งไม้สักขนาดเล็กที่สร้างขึ้น ในปี 2424 ตามแบบสถาปัตยกรรมยุโรป เรียกว่า เรือนทรงขนมปังขิง ลักษณะอาคาร เป็นเรื่องไม้สักชั้นเดียว ตั้งอยู่บนฐานก่ออิฐถือปูน มีมุข 2 มุข ประดับด้วยลวดลายไม้ฉลุ ภายในวงกลมทั้ง 2 ด้าน นอกจากนี้ชายคาทั้งด้านบนและตอนล่าง ระดับด้วยลวดลายไม้ฉลุเช่นเดียวกัน รอบอาคารมีบานเกร็ดสามารถดึงเปิดรับลมได้ ทรงใช้เป็นที่พักผ่อนพระราชอิริยาบถภายในพระราชอุทยาน

ก๊อปมาจาก วิกิพีเดีย ง่ายดีนะครับ ในการหาข้อมูลในยุคปัจจุบัน ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมอาจจะต้องไปหอสมุดแห่งชาติ ใช้เวลาเป็นวัน ๆ ที่จะค้นเพื่อให้ได้ข้อมูล อันนี้มา

แต่อย่างที่บอก บางเรื่อง การหลับตาดู อาจจะทำให้ภาพชัดเจนมากกว่าลืมตา ก็เป็นได้

เก๋งนี้ อยู่บนตลิ่ง ใกล้ ๆ กับแพทรงบาตร อยู่ไม่ห่างจากพระที่นั่งวโรภาษพิมาน ซึ่งใช้เป็นท้องพระโรงออกว่าราชการ เพียงเดินข้ามมาทางฉนวน .. ว่าไปแล้ว เก๋งนี้ เหมาะมากทีเดียว ที่จะเป็นที่พักผ่อน แบบสบาย ๆ ท่ามกลางสวนดอกไม้

ประตูวัง ชื่ออะไร ไม่รู้ แต่ช่วงเย็น ผมขับรถเลาะกำแพงวังด้านนอก พบว่า เป็นประตูที่เปิดออกไปทางด้านถนนที่จะไปสถานีรถไฟ ตอนแรกนึกในใจว่า ทำไมดูทรุดโทรมจังเลย แต่มานึกขึ้นได้ว่า คงจะเป็น ร่องรอยน้ำท่วมใหญ่ ที่ผ่านมา (เดาเอานะครับ)

โขลงช้าง ในพระราชวังบางปะอิน .. ก่อนหน้านี้ นักท่องเที่ยวเกาหลี กลุ่มใหญ่ มาถ่ายรูป ส่งเสียงกันดังมาก เราได้แต่ยืนทำตาปริบ ๆ เพราะนี่ เป็นเขตพระราชฐาน คงจะต้องมีขอบเขตบ้าง เจ้าหน้าที่ ควรจะเตือนไกด์ บ้างนะครับ

พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ ผมขอเรียกสั้น ๆ ว่า เก๋งจีน ดีกว่าไหมครับ ตอนเด็ก ๆ ที่ผมมาที่นี่ จำได้ว่า มีคุณลุงท่านหนึ่ง เป็นวิทยากร บรรยาย ท่านพูดเร็วมาก จนฟังแทบไม่ทัน

พูดถึงเรื่องนี้ แล้วนึกขึ้นได้ ว่า ทำไม เราไม่มีมัคคุเทศก์ พาชมพระราชวังบ้างนะครับ อาจจะเป็นน้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ที่เรียนอยู่ในเขตพื้นที่แถว ๆ นั้น

แบบมัคคุเทศก์น้อย ของ อาจารย์อำคา แห่งบ้านกู่กาสิงห์ หรือน้อง ๆ มัคคุเทศก์อาสา ที่วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน .. ผมคิดเยอะไปหรือเปล่าครับ

อีกมุมหนึ่ง ของ หอวิฑูรทัศนา .. วนไปวนมา รูปของหอดูนา ส่องดูดาว มีเพียบเลย อย่าเพิ่งเบื่อซะก่อน นะครับ

เห็นมุมนี้แล้ว ทำให้ผมอดนึกถึง นิทานแนว เจ้าหญิง เจ้าชาย ของฝรั่งไม่ได้ .. เจ้าชายอสูร

มุมแบบนี้ ผมนึกออกแล้ว เหมือนกับวัดในกรุงเทพ หลายวัด ที่คงจะสร้างในยุคสมัยเดียวกัน ทั้งซุ้มโค้ง สีเหลือง ช่องลมเหนือประตู ที่แกะสลักแบบนี้

ฟ้าไม่เป็นใจเอามาก ๆ เลยครับ อากาศขมุกขมัว แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว ยังไง ๆ ก็ต้องถ่ายรูปไปให้หนำใจเข้าไว้

บันไดเวียนขึ้นยังชั้นบน ของหอวิฑูรทัศนา ผมทึ่งกับ งานไม้ ที่ตีโค้ง ได้เนียนมาก คงเป็นเพราะไม้ดี และกาลเวลาที่ยาวนาน ผู้คนลูบคลำ จนเนียน ไร้เสี้ยนตำมือ

ฝากเตือน เพื่อน ๆ ที่ไป ด้วยครับ ผมลืมทอดถุงเท้า ตอนเดินลง ออกจะลื่น ๆ สักนิด ถ้าจะให้ดี ถอดถุงเท้า เดินเท้าเปล่า น่าจะปลอดภัยกว่านะครับ

ผมคลับคล้ายคลับครา ว่า ตอนผมเด็ก ๆ มาตรงอนุสาวรีย์ เหมือนจะต้องเดินเข้าไปในสวนที่ลึก จำไม่ได้ว่ามีสะพานตรงนี้หรือเปล่า แต่ตอนนั้น รู้สึกวิเวก และรู้สึกดื่มด่ำกับบความสงบ ใน สวนลั่นทม ที่ผลิดอกมากมายเลย (ในเวลานั้น)

ดูโครงสร้างสะพานแล้ว น่าจะเป็นสะพานที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ (นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเมื่อก่อนมีหรือเปล่า)

เก๋งจีน มองจาก หอดูนา ส่องดูดาว .. เสียงคุณเกาหลี กลุ่มนั้น ดังมาถึง ตรงนี้เลย ... ฝากคุณเจ้าหน้าที่ เตือน ๆ หน่อยนะครับ ... คนไทย เราสงบเสงี่ยม เพราะสำนึกว่า เป็นเขตพระราชฐาน แต่ท่านอึกทึก เกินเหตุ

ผมว่า เมื่อก่อนสะพานไม่เยอะเท่าเดี๋ยวนี้แน่ ๆ (มันนานมาก จนจำไม่ได้แล้ว น่าจะประมาณ 40 ปีแล้ว จากครั้งโน้นนนน ถึงครั้งนี้)

สีเขียว กับสีขาว ถ้า กางร่มสีแดง ด้วย จะสุดยอดขนาดไหน

ผมมีภาพ ดงลั่นทม อยู่ในหัวมานานแสนนาน แต่มาเห็นอีกครั้ง เหมือนจำนวนลั่นทม จะลดลง (เป็นความรู้สึกนะครับ ข้อเท็จจริง เป็นอย่างไร ไม่แน่ใจ)

แต่ดงลั่นทม ของผม หายไปหลายที่แล้ว อย่างหน้าโรงเรียนสตรีพระนครใต้ ที่ถนนเจริญกรุง (เดี๋ยวนี้ ไม่รู้ว่า เป็นอะไรแล้ว)

อีกอย่างหนึ่ง ต้นลั่นทม ในพระราชวังบางปะอิน จำนวนมาก โดนเพลี้ยลงอย่างหนัก เห็นใบหงิก ยอดหงิก เกือบทุกต้น เลยครับ

อนุสาวรีย์ ราชานุสรณ์ มองจาก ชั้น 2 หอวิฑูรย์ทัศนา

พระที่นั่งอุทยานภูมเสถียร (ที่สร้างใหม่ 2537) มองจากชั้น 2 หอวิฑูรย์ทัศนา

ช่องหน้าต่าง ของหอวิฑูรย์ทัศนา

ระเบียงรอบ ๆ หอวิฑูรย์ทัศนา .. สังเกตดูนะครับ ว่า พื้นชั้นสอง เป็นพื้นไม้ และพื้นชั้นอื่น ๆ รวมทั้ง ระเบียงรอบหอ ล้วนเป็นไม้ .. วันเวลาผ่านไป คงจะเสื่อมสภาพ

อีกมุมมอง หอวิฑูรย์ทัศนา


เช้า ยัน เย็น ที่บางปะอิน (ตอนแรก 1/3) คลิก คลิก

เช้า ยัน เย็น ที่บางปะอิน (ตอนจบ 3/3) คลิก คลิก


รีวิวอื่น ๆ ของ เป้ใบ รองเท้าคู่

ตอน 3

เป็นตอนต่อ จากตอนที่แล้ว (ตอนที่ 2/3)

อนุสาวรีย์ราชานุสรณ์ .. มองลึกไปด้านหลัง ที่กำแพงวัง จะเห็นรอยคราบน้ำ ระดับน้ำท่วม เมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ ประมาณนั้นเลยครับ ผมเองเพิ่งสังเกตเห็นตอนนี้ เหมือนกันครับ เพราะตอน เดินอยู่ในพระราชวัง มัวแต่เพลิดเพลิน กับสิ่งที่เห็นตรงหน้า

ประตูสาครประพาส จากการค้นในเน็ต มีรายละเอียดเพียงสั้น ๆ ว่า เป็นทางเข้าออกของเรือพระที่นั่ง .. ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน รถพระที่นั่ง คงไม่เข้าออกทางประตูนี้แน่ ๆ

ผมเอง มโน ไปถึงว่า เวลาฝ่ายใน จะมาพักที่นี่ คงจะต้องขนอุปกรณ์มากมายมหาศาล และวิธีที่สะดวกในยุคนั้น ก็น่าจะมาทางเรือ .. ที่นี้ตำหนัก ฝ่ายใน ก็จะอยู่ในโซนนี้ คงจะง่าย ที่เอาเรือมาเทียบท่า ที่หน้าตำหนักเลย

แต่หลังจาก มโน แล้ว ตอนจะกลับ ผมอดไม่ได้ ที่จะถามเจ้าหน้าที่ คนแรก หน้าตาเป็นวัยรุ่น หัวเราะคิก ๆ บอกว่า หนูไม่รู้ พร้อมกับชี้ ให้ไปถามพี่อีกคน หน้าตา รุ่น เหมือนกันครับ แต่คงจะ รุ่นแรก ๆ

พี่เขาก็หัวเราะ กับความคิดของผม พร้อมกับอธิบายว่า ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิด เวลาที่คนทางกรุงเทพมา จะขึ้นเรือที่ท่า (จำชื่อไม่ได้แล้ว) ทั้งคน ทั้งของ

คนก็จะเดิน ของก็จะแบก ลัดเข้าไปทางฝ่ายใน ทางโน้น (พี่เขาชี้ไปทางทิศโน้นประกอบ) อ้าว .. แสดงว่าที่ผม มโน มันไม่ใช่

อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ หรือที่เราคุ้นเคยกันว่า พระนางเรือล่ม อนุสรณ์ ความรักของพระราชา

และความเศร้าสลด อันเนื่องมากจาก ขนบ ธรรมเนียม ที่เข้มแข็งของสังคมในยุคนั้น ที่ผู้คน ยอมให้ความตายปรากฏต่อหน้า เพื่อตนเอง จะได้ไม่ต้องตายตกไป หากเข้าไปเกี่ยวข้อง

แนวคิดแบบตะวันตก ได้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน แม้ว่า จะเรื่องส่วนตัวมาก ๆ อย่างการสร้าง อนุสรณ์แห่งความรัก .. ด้วยความจำกัด ของ การรับรู้ ของผม เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้มีคำถามตั้งขึ้นมา แบบคนไม่รู้ แล้วอาจจะอินกับการดูหนัง มากไปก็ได้

ช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ ตลอด 15 ปี ก่อนขึ้นครองแผ่นดิน ของยุวกษัตริย์ ได้รับการอบรม ถ่ายทอด ความรู้ จากพ่อ (ร.4) แต่ดูแล้ว น่าจะมี ครูคนอื่นอีก ที่น่าจะเป็นฝรั่ง

ไปค้นเจอมานิดนึง เกี่ยวกับ พระอาจารย์ฝรั่ง .. แอนนา แฮร์เรียต เอ็มมา เอ็ดเวิดส์ .. ซึ่งได้เข้ามาสอน ในวังเพียง 4 ปีครึ่ง แล้วออกจากเมืองไทยไป เมื่อปี 2410 หรือก่อน ร.5 ขึ้นครองราชย์ นั่นคือ ได้เป็นครูให้ ร.5 ช่วงอายุ 10-14 ปี

ผมเริ่มมองนาฬิกาแล้ว เพราะวันนี้ พระราชวังบางปะอิน เปิดแค่ครึ่งวันเท่านั้น ผมเลยต้องก้าวยาว ๆ เก็บภาพไวไว ทำให้ จินตนาการ ขาดหาย .. ที่จริงแล้ว การเดินดูตำหนัก ของฝ่ายใน น่าจะละเมียดละไม ให้มากกว่านี้ เพราะเป็นเรื่อง ของชีวิต ความเป็นอยู่ ของผู้คน จำนวนไม่น้อย และล้วนเป็นสตรี ทั้งสิ้น

บรรพบุรุษทางพ่อผม เป็นชาวนาจน ที่ไร้ที่นา แห่งทุ่งบางประหัน ทางแม่ ก็เป็นเจ็ก จีน ที่ทำมาค้าขาย ล้มลุก คลุกคลาน ดังนั้น จะหวังได้ยินเรื่องเล่า เกี่ยวกับวัง จากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ก็คงเป็นไปไม่ได้

ผมจึงมีคู่มือ เรื่องราวของชาววัง โดยเฉพาะฝ่ายใน จากหนังสือเรื่อง สี่แผ่นดิน ของ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งผมได้อ่านครั้งแรก น่าจะเป็นช่วงที่ผมอยู่ ชั้นประถมปีที่ 3 ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนรักการอ่าน หากเป็นเพราะ บ้านญาติที่ผมไปอาศัยอยู่ เขาไม่ให้ผมออกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน (บ้านญาติผม อยู่กลางสลัมย่านสุทธิสาร) ผมไม่รู้จะทำอะไร ก็อ่านหนังสือที่มีอยู่ในบ้าน จนหมดทุกเล่ม

นิยาย หลายเรื่อง ที่เขียนโดยหลายคน มีฉากของฝ่ายใน แต่ผมอ่าน ๆ แล้ว ให้รุ้สึกว่า เขาน่าจะใช้ คู่มือ เล่มเดียวกับผมแน่ ๆ เลย

เพราะฉากที่พูดถึง ตัวละคร ทั้งตัวเอก ตัวรอง ล้วนมีบุคคลิก ที่ถอดเอา แม่พลอย และแม่ช้อย ออกมาอย่างกับแกะ เพียงแต่เปลี่ยนชื่อ เท่านั้นเอง .. นักเขียนดังด้วยนะครับ ไม่กล้าเอ่ยชื่อ เดี๋ยวเขาจะมาฟ้องเอา

เมื่อ ผม มาเดิน ตรงที่ครั้งหนึ่ง เคยเป็น ฝ่ายใน ภาพของแม่พลอย แม่ช้อย เด่นชัดขึ้นมา ซึ่งต้องขอบคุณ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราว ชีวิตของคนจำนวนมาก ผ่านสายตา ของคน คนหนึ่ง ได้อย่างงดงาม

เพียงแต่ว่า ฝ่ายใน ที่วังหลวง ผมไม่สามารถเข้าไปได้ การได้มา พระราชวังบางปะอิน ช่วยเติมเต็ม ภาพที่ขาดหาย ให้สมบูรณ์มากขึ้น

การมาเห็นตำหนักฝ่ายใน ที่พระราชวังบางปะอิน ทำให้ ภาพ ของ เสด็จ ของแม่พลอย ประทับอยู่ตรงโน้น ตรงนี้ มีนางข้าหลวง เฝ้าถวายงาน อยู่ตามระเบียงตำหนัก .. การคลานเข่า จากหัวบันได ไปยังตั่งที่ประทับ .. มีสเกล ระยะทาง ที่ชัดขึ้น .. บางตำหนัก กว้างใหญ่ เข่านางกำนัล คงจะด้านเลยละ

ในแผ่นพับที่พระราชวังบางปะอินให้มา ได้ให้ข้อมูลว่า ตำหนักฝ่ายใน ได้รื้อถอนออกไปเป็นจำนวนมาก ถ้าหลับตาดูจากพื้นที่ แสดงว่า ในยุคที่รุ่งเรือง พื้นที่แห่งนี้ คงแออัดไม่น้อย

ในส่วนที่ดำรงอยู่ มีการซ่อม ปรับปรุงไปมาก แต่เสียดาย ที่วันนี้ ผมเร่งรีบ ให้ทันเวลาปิด เลยไม่ได้แวะ ขึ้นไป ดื่มด่ำ .. มโน .. เรื่องราว ของ แม่พลอย แม่ช้อย บนตำหนัก สักแห่งเลย วันไหน ว่าง ๆ คงต้องแวะไปอีกสักครั้ง

พระตำหนักเก้าห้อง อยู่ลึกสุด เลยครับ เป็นตำหนักที่ประทับของพระบรมวงศ์ฝ่ายใน ที่ตามเสด็จฯ คราวแปรพระราชฐาน

ระหว่างค้นหาข้อมูลทางเน็ต ผมพบว่า ตำหนักวรนาฏเกษมสานต์ ซึ่งเป็นตำหนัก ที่แม่พลอย และแม่ช้อย แห่งสี่แผ่นดิน ได้มาพัก ระหว่างติดตามเสด็จ เสด็จมาประทับ ได้รื้อไปแล้ว เสียดายครับ

อีกมุมหนึ่ง ของตำหนักเก้าห้อง ต้องหลับตา ถึงจะเห็น บรรดาข้าหลวงขวักไขว่ เพื่อถวายงาน เจ้านายที่ตนเองสังกัด .. มาถึงตรงนี้ ทำให้ผมนึกถึง โรงครัว .. อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้

เกือบบ่ายโมงแล้ว ตามเวลา ผมควรจะอยู่แถว ๆ หน้าประตูทางออกได้แล้ว .. ผมเดินผ่าน ตำหนักพระราชชายา เจ้าดารารัศมี .. รู้สึกตื่นเต้น พอ ๆ กับแม่พลอย ที่พูดไว้ในสี่แผ่นดิน ภาพนางข้าหลวงที่ตำหนักนี้ นุ่งซิ่น (สมัยนั้น หญิงไทยนุ่งโจง) ฟันขาว (หญิงไทยฟันดำ เพราะเคี้ยวหมาก) ผมยาวปะบ่า (หญิงไทยตัดสั้นทรงปีก) และยังทำครัวเอง มีอาหารแปลก ๆ (ของแม่พลอย)

เรื่องราวของ เจ้าดารารัศมี เจ้าหญิงในราชวงศ์ทิพย์จักรจากนครเชียงใหม่ ผู้มีบทบาทสำคัญต่อการรวมล้านนาเข้ากับสยาม สนใจลองค้นหาดูครับ

ตำหนักพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ดูโปร่งสบาย สมกับ การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ดังปรากฎในประวัติต่าง ๆ ที่ผมได้อ่านผ่านตา และดูจากสถานที่ตั้ง เหมือนจะอยู่ห่างออกมาจากตำหนัก และเรือน อื่น ๆ ออกมา .. เป็น มโน ของผมเองนะครับ จริง ๆ อาจจะไม่ใช่ก็ได้

เดินแบบ รีบ ๆ แต่ก็ยังอด ที่จะหันไปเก็บภาพ อีกสักหน่อยไม่ได้ เพราะ ท้องฟ้า เริ่มแจ่มใส ขึ้นมานิดนึงแล้ว

ผมข้ามฟากมายังวัด นิเวศน์ฯ คนพลุกพล่านเต็มไปหมด เพื่อรอรับเสด็จพระเทพฯ ผมเลยขี้เกียจถ่ายรูปขึ้นมาดื้อ ๆ และ อีกสักพัก ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ก็เลยต้องนั่งดู ฝน ชั่วโมงกว่า ๆ

ระหว่างนั้น ได้คุยฆ่าเวลา กับคนขายตรง กาแฟเพื่อสุขภาพ ยี่ห้อหนึ่ง ฟัง ๆ ดูแล้ว ก็กลุ้มใจ เพราะความรู้เรื่องผลิตภัณฑ์ของคนระดับผู้จัดการ (นามบัตรที่เขาให้มา ระบุไว้อย่างนั้น) มีน้อยมาก เน้นแต่ว่า มาร่วมงานกับเรา รายได้เป็นแสน ผมกลัวจะรวยครับ กลัวมากเลยครับเรื่องจะรวย แต่ไม่กลัวเลย กับความรวย

ลืมเล่าไปว่า ก่อนฝนตก ผมไปกินก๋วยเตี๋ยว ที่โรงทานของวัด มาด้วยครับ อร่อยมาก คนทำทุกคน เฮฮา สนุกสนาน สมกับเป็นงานบุญโดยแท้ .. แต่อยากฝาก เรื่อง ชามโฟม ที่ใส่ก๋วยเตี๋ยว สะดวกดี กินแล้วทิ้ง ไม่ต้องล้าง แต่มานึก ๆ แล้ว ขยะก็เพิ่มขึ้นอีกมากเลย จริงไหมครับ

วกกลับมาต่อ .. พอฝนซา ผมก็กระโดดขึ้นเรือ (ไม่ได้นั่งกระเช้า เพราะคนเยอะมาก) แล้วขับรถ วนไปรอบ ๆ ตัวตลาดบางปะอิน ซึ่งเป็นตลาดเล็ก ๆ ดู ๆ แล้ว การเปลี่ยนแปลงคงจะมีน้อยมาก แต่ฝนยังพรำ ๆ เลยไม่ได้ลงไปเดินเล่น เก็บภาพมาฝาก

จากนั้น ก็ย้อนกลับ มาทางพระราชวัง เลาะริมกำแพง ตัดออกไปสถานีรถไฟ เก็บภาพมาฝาก

เย็นแล้ว ควรจะกินอาหารเย็น ก่อนกลับบ้าน เผื่อรถติด จะได้ไม่โมโหหิว .. ตังส์มีไม่มาก แต่อยากกินของอร่อย .. ร้านนี้ ยางเดี่ยว ดูท่าทางอร่อย (ผมไม่ได้ค้นเรื่องของอร่อย ก่อนการเดินทาง เพราะไม่ค่อยเน้นเรื่องการกินสักเท่าไร) ชื่อก็ชัดเจน เพราะตั้งอยู่ใต้ต้นยางนา ต้นเดียว สูงใหญ่ อายุน่าจะพอ ๆ กับพระราชวังบางปะอินเลยละ

วิวสวย ๆ จากโต๊ะอาหาร เขาไม่คิดเงินครับ ... ได้บรรยากาศ บ้านริมน้ำ เมืองอยุธยา เลยครับ

บ้านย่าผม ที่ บ้านหัวหาด บางปะหัน ก็สูงราว ๆ นี้ เวลาหน้าน้ำ เรือก็จะจอดเทียบระเบียงบ้านชั้นบนกันเลย .. พ่อเล่าว่า ช่วงน้ำหลาก จะเป็นช่วงหน้าหนาว เช้า ๆ กุ้งจะขึ้น พอโดดน้ำลงไปใต้ถุนบ้าน ลูบ ๆ ตามเสาบ้าน ก็ได้กุ้งตัวใหญ่ ๆ มากินแล้ว ... ไม่รู้พ่อผมโม้เกินไปหรือเปล่า

ดูโรแมนติกดีนะครับ ระหว่างรออาหาร ก็เก็บภาพไปเรื่อย ๆ ยุคสมัยเปลี่ยนไป เรือ ก็หน้าตาแปลกไปแต่ก็ยังเป็นเรืออยู่ .. ทางขวามือ เป็นถนน ช่วงขับรถผ่าน เห็นมีลานจอดรถ บ้านทางซ้ายมือ คงจะจอดรถตรงนั้น ผมเห็นมีการโทร ให้คนพายเรือมารับอีกฟากคลองหนึ่ง

เมื่อก่อน ญาติผมอยู่คลองบางหลวง ต้องตะโกนข้ามคลอง เรียกแม่ ให้พายเรือมารับ อีกฟากคลองหนึ่ง .. เวลาเปลี่ยน หลาย ๆ อย่างก็เปลี่ยน

ไม้ใหญ่ ร่มครึ้ม นึกถึง แม่มณี แห่งทวิภพ ของทมยันตี ที่ตื่นมา ในเรือนนกเขา เสียงตำข้าว กลิ่นควันไฟ ล่องลอย มาตามสายลม แม้ตะวัน ยังไม่พ้นขอบฟ้า

เหมือนภาพบนจอ เวลาเราไปดูหนัง ยังไง ยังงั้น เลยนะครับ

โต๊ะรก ๆ เป็นของคนที่เขาเพิ่งลุกไป สาวเสริฟ ร้านนี้ ระดับ สว. ทั้งนั้น ผมเรียก คุณป้า ได้ทุกท่าน อะไร ๆ ก็เลยอ้อยอิ่ง พอ ๆ กับสายน้ำ สายลม ที่อบอวล รอบ ๆ ตัวเรา .. จะรีบร้อนไปไหนกันละนะ

น้องสองคน กับหมาหนึ่งตัว ไม่รู้ไปไหนมา ผมเห็นเรือแบบนี้ ทำให้ผมนึกถึงช่วงปี 2522 น้ำท่วมแถวหมู่บ้านชินเขต ผมไปเที่ยวบ้านเพื่อน ได้หัดพายเรือหน้าตาแบบนี้ เพื่อนเรียกว่า เรือหมู เป็นเรือขุดจากไม้ พายเบามาก แต่ก็โคลงเคลงมากเช่นกัน น้องที่ยืนที่ท้ายเรือได้แบบนั้น แสดงว่า เป็นคนริมคลอง ขนานแท้เลยครับ

สองสาว ขึ้นบ้านไปแล้ว ลืมเจ้าหมาน้อย ไว้ในเรือ ผมนึกขำ เพราะเขาจด ๆ จ้อง ๆ คงนึกในใจ ว่า ตรู จะโดดดีไหม 5555

ภาพนี้ ผมว่า อธิยาย เรื่องราว ของคนอยุธยา ได้ครบถ้วนเลยครับ เสียดายอยู่หน่อยนึง ตรง หลบสายไฟฟ้าแรงสูงไม่ได้ 5555

หลังจากที่รอนานพอสมควร อาหารคนจน ก็มา .. ปลาน้ำเงินทอดกระเทียม (เคยไปกินที่อุทัยธานี ตัวใหญ่กว่านี้มาก สงสัยคนกินกันมากขึ้น ปลาเลยโตไม่ทัน) แล้วก็ต้มยำปลาม้า อร่อยมาก พริกคั่วที่หอม ๆ แล้วยังมีพริกขึ้หนูสวย เม็ดเล็ก บุบ ๆ มาด้วย เคี้ยวเล่น รสชาต ขึ้นสมอง ไม่ใช่พริกขี้หนูที่เหม็นเขียว ที่เคยกินอยู่เป็นประจำ ข้าวหอมมะลิ นุ่มกำลังดี ... ส่วนน้ำปลาพริก และน้ำจิ้มอีกถ้วย ไม่ได้แตะเลย เพราะอร่อยจน ไม่ต้องเติมอะไรอีกแล้ว

ปลาน้ำเงิน .. ผมรู้จักครั้งแรก เมื่อหลงทางไปอุทัยธานี หิวมาก ก็เลยแวะแพ ริมน้ำสะแกกรัง เมนู มีทั้งปลาแดง ปลาน้ำเงิน ไม่มีก็ปลาเหลือง พอถามเขาว่า หน้าตาเป็นยังไง เขาก็พาไปดู ที่ อ่างปลา ผมนึกในใจว่า ปลาแบบนี้ ที่บ้านผมเรียกแบบเหมารวมว่า ปลาเนื้ออ่อน

เมื่อมาถึงตรงนี้ เมนูที่ผมคุ้นเคย ตอนที่แม่ยังอยู่ ก็คือ ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม .. วันนี้ ผมก็เลยสั่ง ปลาน้ำเงินทอดกระเทียม แค่เห็นก็รู้แล้วว่า สด พอเคี้ยว ก็รู้ว่าอร่อย กินไม่เหลือซาก ให้ตกค้างเลยครับ

พูดถึงปลาแม่น้ำแล้ว ต้องยกให้แม่ยายผมเลยครับ พอแม่รู้ว่า พวกผมจะไปเยี่ยม แม่ก็จะสั่ง พรานปลา ไว้ ถ้าได้ปลา ให้แวะมาด้วย ... ไม่น่าเชื่อเลยครับ แม่น้ำน่าน ที่ไหลผ่านหน้าบ้านแม่ยายผม จะมีปลาแม่น้ำตัวอย่างใหญ่เลยครับ ปลาเค้า เป็นปลา ที่พรานปลา มักจะได้มาบ่อย ๆ

แต่ที่ผมสั่งต้มยำวันนี้ ไม่ใช่ปลาเค้า หากเป็นปลาม้า ซึ่งคนแบบผม ถ้าเอาปลาม้า ปลาเค้า ปลาสวาย ปลาบึก มาวางเรียงกัน ผมแยกแยะไม่ออก อย่างแน่นอน ... แต่ต้มยำปลาม้า วันนี้ อร่อยมาก .. จะว่าไป อาหารอร่อย ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นเลย ถ้ารักที่จะทำ ใคร ๆ ก็รู้ว่า ต้องมีน้ำสต๊อก ปลาต้องสด น้ำต้องเดือด พริกคั่วต้องใหม่ พริกขี้หนูสวนเม็ดเล็ก ที่เป็นพริกขี้หนูสวนจริง ๆ มะนาวต้องเป็นมะนาวจริง ๆ อย่าบีบแรงมาก

พูดแล้วน้ำลายไหล ผมนะสังกัดพวกละเลงขนมเบื้องด้วยปาก อย่าเอาเป็นอารมณ์นะครับ

กินอิ่มแล้ว เช็คบิล ราคาพอ ๆ กับร้านข้าวต้มปากซอยบ้านผม แต่รสชาติ คนละเรื่องเลย

เย็นมากแล้ว ได้เวลากลับบ้าน .. รถไม่ติดอย่างที่คิดไว้ เพราะตำรวจเร่งระบายรถ อีกสักพัก พระเทพฯ จะเสด็จกลับ จากถวายผ้าพระกฐิน .. แป๊บเดียว ผมก็ถึงบ้านแล้วครับ

จบแค่นี้ครับ


เช้า ยัน เย็น ที่บางปะอิน (ตอนแรก 1/3) คลิก คลิก

เช้า ยัน เย็น ที่บางปะอิน (ตอน 2/3) คลิก คลิก


รีวิวอื่น ๆ ของ เป้ใบ รองเท้าคู่